หลังจากผ่านการทดสอบรอบแรกไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทีมพัฒนาได้นำบทเรียนมาปรับปรุงระบบการเล่นให้น่าสนใจขึ้นมาก จุดที่น่าจับตามองที่สุดคือการเพิ่มตัวเลือก Solo Play และระบบจัดทีมอัตโนมัติ (Automatic Squad) สูงสุด 4 คน ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นสามารถเลือกเกิดใกล้กับเพื่อนร่วมทีมได้ทันทีเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการบุก แม้จะไม่มีระบบอมตะชั่วคราวตอนเกิด แต่การเน้น Teamwork แบบนี้จะเปลี่ยนจังหวะของเกมไปอย่างสิ้นเชิง
ในส่วนของอาวุธและอุปกรณ์ มีการเพิ่มคลังแสงใหม่ๆ เช่น AKS-74U, FN SCAR-L, ปืนกลหนัก KORD ไปจนถึงปืนลูกซองสำหรับการปะทะระยะประชิด นอกจากนี้ยังมีระบบ Class Specialization ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นปรับสมดุลระหว่าง พลังป้องกัน (Armor) และ ความคล่องตัว (Mobility) ได้ตามสไตล์การเล่น ใครที่ชอบสายถึกก็จัดเต็มเกราะได้แต่ต้องแลกมาด้วยความเร็วที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
รายละเอียดการปรับสมดุลอื่นๆ ที่น่าสนใจในแพตช์ทดสอบนี้ประกอบด้วย:
- จำกัดการใช้ UAV: มีการกำหนดจำนวนครั้งในการใช้โดรนต่อการรบหนึ่งครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการสแปมข้อมูลในสนามรบมากเกินไป
- ระบบกล่องเสบียงใหม่: กล่องพยาบาลจะมีขีดจำกัดในการเติมพลังงาน ส่วนกล่องระเบิดจะสามารถใช้เติมโควตาการปล่อย UAV ได้
- โหมดการเล่น 2 รูปแบบ: นอกเหนือจาก 64v64 แล้ว ยังมีโหมดขนาดเล็ก 20v20 ที่เน้นการชิงจุดยุทธศาสตร์เพียงจุดเดียวเพื่อความรวดเร็ว
การขยับตัวครั้งนี้ของ War Thunder แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจริงจังกับการขยายจักรยานสงครามจากแค่ยานพาหนะไปสู่การต่อสู้ระดับบุคคลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มประสบการณ์จำลองการรบแบบครบวงจร (Combined Arms) ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
