ในที่สุด Blizzard ก็ตัดสินใจยกเครื่องระบบแรงค์ Competitive ที่เป็นหัวใจสำคัญของ Overwatch 2 โดยประกาศเปลี่ยน Top 500 ไปเป็นระบบใหม่ที่เรียกว่า Challenger Tier ซึ่งจะเริ่มใช้ในซีซั่น 20 ที่กำลังจะมาถึง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับวิธีการคำนวณคะแนนและให้รางวัลผู้เล่นที่สม่ำเสมออย่างจริงจัง
Challenger Score: คะแนนใหม่ที่สะท้อนความสามารถจริง
หัวใจสำคัญของ Challenger Tier คือ Challenger Score ซึ่งจะเริ่มนับเมื่อผู้เล่นไต่ถึงระดับ Diamond 5 (หรือ All-Star 5) ขึ้นไป คะแนนนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อชนะและลดลงเมื่อแพ้ตามปกติ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการคำนวณคะแนนที่มอบให้จะอิงตามแรงค์ของผู้เล่นที่สูงที่สุดในห้องนั้นๆ ซึ่งหมายความว่าการชนะในห้องที่มีผู้เล่นระดับสูงกว่าจะคุ้มค่ากว่ามาก และทำให้การไต่แรงค์ในระดับสูงมีความท้าทายที่ยุติธรรมขึ้น
Weekly Heat Bonus คืออะไร และจะช่วยผู้เล่นอย่างไร?
เพื่อส่งเสริมให้ผู้เล่นระดับท็อปยังคงเล่นอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่งเมื่อถึงแรงค์สูงๆ ระบบใหม่ได้เพิ่ม Weekly Heat Bonus โดยคะแนน Challenger Score ที่คุณได้รับต่อแมตช์จะเพิ่มขึ้น 5% ทุกสัปดาห์ และสะสมได้สูงสุดถึง 40% เมื่อสิ้นสุดซีซั่น นี่คือการบัฟครั้งใหญ่สำหรับผู้เล่นที่เล่นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผู้เล่นท็อปๆ ที่ชอบดองแรงค์ในระบบเก่าได้อย่างดี
9 ลีดเดอร์บอร์ดและการรวมสตรีมเมอร์เข้าสู่ระบบ
แทนที่จะมีลีดเดอร์บอร์ดเดียว Challenger Tier ได้ขยายเป็น 9 ลีดเดอร์บอร์ด เพื่อรองรับโหมดต่างๆ ทั้ง Core Competitive, Stadium และ Open Queue รวมถึงการแบ่งตามบทบาท (Roles) และรวมทั้งหมด (Combined) การจะติดอันดับ Challenger Tier ผู้เล่นต้องมีคะแนน Challenger Score ถึงเกณฑ์ที่กำหนด (4000 หรือ 5000) และมี Endorsement Level 2 ขึ้นไป
นอกจากนี้ ในด้านสังคม Blizzard ยังอนุญาตให้ Content Creator ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วสามารถเชื่อมโยงบริการสตรีมมิ่งของตนเข้ากับอันดับในลีดเดอร์บอร์ดได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นก้าวที่น่าสนใจในการผสานชุมชนเข้ากับระบบ Competitive อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ใน Overwatch 2 ซีซั่น 20 ชัดเจนว่า Blizzard ต้องการสร้างระบบแรงค์ที่โปร่งใสมากขึ้น และให้รางวัลความสม่ำเสมออย่างเป็นธรรม ซึ่งน่าจะทำให้เมตาการไต่แรงค์ในระดับสูงมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างแน่นอน
