หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่องของ \"ทางเลือก\" ที่ส่งผลกระทบต่อโลกภายในเกมอย่างจริงจัง ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะสวมบทเป็นนักล่าค่าหัวสุดโหดที่เน้นการปะทะ หรือจะใช้การทูตและลอบเร้นเพื่อจัดการสถานการณ์ ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าชื่อเสียง (Reputation) และความเกรี้ยวกราดของศัตรูในโลกที่ล่มสลายนี้
สำหรับสายสำรวจ ตัวเกมจะมาพร้อมกับแผนที่แบบ Small Open World ที่กว้างพอจะให้เราต้องขับรถคู่ใจออกเดินทาง โดยทีมพัฒนาประเมินว่าเนื้อเรื่องหลักจะมีความยาวมากกว่า 20 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าพอเหมาะสำหรับเกมอินดี้ระดับคุณภาพที่เน้นเนื้อหามากกว่าการใส่กิจกรรมซ้ำซากลงไปให้เต็มแผนที่
ระบบการต่อสู้และทิศทางในอนาคต
ระบบการต่อสู้ใน ExeKiller กำลังถูกปรับจูนให้ทำงานสอดประสานกับระบบลอบเร้นและค่าชื่อเสียงอย่างลงตัว เพื่อให้ทุกการลั่นไกมีความหมายและมีผลตามมาเสมอ ส่วนใครที่รอเล่นบนคอนโซลอาจจะต้องรอกันสักนิด เพราะทีมงานตั้งเป้าจะวางจำหน่ายบน PC เป็นอันดับแรกในปี 2025 ก่อนจะพิจารณาการพอร์ตลงคอนโซลในภายหลัง
แม้จะยังไม่มีวันวางจำหน่ายที่แน่นอน แต่การออกมาเคลียร์สเกลของเกมให้ชัดเจนแบบนี้ถือเป็นเรื่องดีสำหรับผู้เล่น เพราะเราจะได้ตั้งความหวังไว้ในจุดที่ถูกต้องว่านี่คือเกมแนวผจญภัยที่เน้นบรรยากาศและทางเลือกอันหนักหน่วงในโลก Dystopian ไม่ใช่เกม Open World ที่เน้นการฟาร์มเลเวลแบบไม่จบไม่สิ้น
