การเดินทางของ Naoe และ Yasuke ในดินแดนญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุผ่านพ้นมาครบหนึ่งปีแล้ว และการฉลองครบรอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการยืนยันว่า Assassin's Creed Shadows ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เสียงของชุมชนผู้เล่นมีความหมายต่อทีมพัฒนาอย่างแท้จริง
ในโอกาสพิเศษนี้ Simon รองผู้อำนวยการฝ่ายเกม (Associate Game Director) ได้ออกมาเปิดเผยความภูมิใจที่ทีมงานสามารถตอบสนองต่อคำขอของแฟนเกมได้ครบถ้วนทุกข้อนับตั้งแต่เกมวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่ส่งผลต่ออารมณ์ร่วมอย่างมาก เช่น การอนุญาตให้ตัวละครสวมใส่หมวกหรือเครื่องหัวในฉากคัตซีน ไปจนถึงการให้ผู้เล่นสามารถควบคุมช่วงเวลาของวันได้ตามใจชอบ ซึ่งช่วยให้การวางแผนลอบเร้นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากการพูดคุยกับทีมพัฒนาและเหล่าผู้ชนะจากกิจกรรม Stealth Challenge คือการตอกย้ำว่าระบบลอบเร้นในภาคนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เกมแตกต่าง แสงและเงาไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบด้านกราฟิกอีกต่อไป แต่เป็นกลไกหลักที่ส่งผลต่อเกมเพลย์อย่างมีนัยสำคัญ การที่ผู้เล่นต้องคอยสังเกตแหล่งกำเนิดแสงเพื่อซ่อนตัวในเงามืดของพงหญ้าหรืออาคารไม้แบบญี่ปุ่นโบราณ คือการยกระดับประสบการณ์ Shinobi ที่แฟนๆ โหยหามานาน
นอกจากนี้ กิจกรรม Photomode ยังแสดงให้เห็นว่าโลกของ Assassin's Creed Shadows มีความสวยงามและรายละเอียดที่ลึกซึ้งเพียงใด การผสมผสานระหว่างความดุดันของซามูไรอย่าง Yasuke และความพลิ้วไหวของ Naoe ท่ามกลางบรรยากาศสงครามกลางเมืองของญี่ปุ่น ได้สร้างโมเมนต์ที่น่าจดจำมากมายตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
การที่ Ubisoft Québec เลือกที่จะฟังเสียงของ Community และปรับปรุงเกมอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้แค่อยากทำเกม RPG อิงประวัติศาสตร์ทั่วไป แต่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ผู้เล่นรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนั้นจริงๆ สำหรับใครที่ยังไม่ได้สัมผัส หรือห่างหายไปนาน ช่วงเวลานี้คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะกลับไปสานต่อตำนานของสองตัวเอกในเวอร์ชันที่สมบูรณ์ที่สุด
